Healthcare Sector Weekly Cyber Threat Intelligence Report
ห้วงเวลา: 12-18 ตุลาคม 2569
TLP:CLEARในห้วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 สถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าภาคสาธารณสุขและการแพทย์มีความรุนแรงและซับซ้อนในระดับสูง โดยพบทั้งปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ระดับรัฐและการขู่กรรโชกทรัพย์จากเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์สากล กลุ่มผู้ไม่หวังดีมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานระบบโรงพยาบาลผ่านหลากหลายช่องทาง เริ่มจากการเปิดโปงเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ C2 ของมัลแวร์ LegionRelay ที่พุ่งเป้าระบบบริการสาธารณสุขและหน่วยงานรัฐ การขยายตัวของกลุ่มแรนซัมแวร์ DragonForce ที่ปรับโมเดลเป็น Cartel ดัดแปลงโค้ด Conti และ LockBit พุ่งเป้าเข้ารหัสข้อมูลและขู่ปล่อยเวชระเบียนผู้ป่วย ตลอดจนการตรวจพบการโจมตีช่องโหว่ระดับวิกฤตบน Citrix NetScaler (CVE-2026-88771) ผ่านเทคนิค Log Poisoning เพื่อฝังเว็บเชลล์และอิมแพลนต์ระดับ Root บนเกตเวย์รีโมตของโรงพยาบาล ขณะเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวเชิงบวกจากปฏิบัติการร่วมสากลรวมทั้ง Health-ISAC ในการทลายเครือข่าย Phishing-as-a-Service ขนาดใหญ่ Iron Man System และ YAM Store ที่แพร่กระจายเทมเพลตหลอกลวงขโมยข้อมูลผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลในประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปิดช่องโหว่อุปกรณ์เกตเวย์ ยกระดับการป้องกันข้อมูลเวชระเบียน และเฝ้าระวังการหลอกลวงทางไซเบอร์อย่างเคร่งครัด
Team Cymru ร่วมกับเครือข่ายโทรมาตร Pure Signal ตรวจพบและติดตามเซิร์ฟเวอร์ควบคุมและสั่งการ (C2) ของมัลแวร์ LegionRelay ซึ่งเป็นโทรจันควบคุมระยะไกล (RAT) พัฒนาด้วย PowerShell มีพฤติกรรมมุ่งเป้าโจมตีหน่วยงานบริการสุขภาพและองค์กรภาครัฐในยูเครน โดยมัลแวร์ทำหน้าที่เป็น Reverse SOCKS5 Proxy และเปิดช่องทางสื่อสารผ่านพอร์ต 8000 เพื่อขโมยไฟล์ข้อมูลสำคัญ เซสชันแอปพลิเคชันสนทนา ข้อมูลล็อกอินในเว็บเบราว์เซอร์ ตลอดจนการเปิดทางเชื่อมต่อ RDP ทางไกล
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรในไทย - แม้เป้าหมายหลักในรายงานมุ่งเน้นที่ภูมิภาคยุโรปตะวันออก แต่เทคนิคการใช้ PowerShell และ Reverse SOCKS5 Proxy บนพอร์ต 8000 เป็นเวกเตอร์ที่พบการใช้งานแพร่หลายในแคมเปญระดับสากล โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ในไทยที่ขาดการตรวจสอบทราฟฟิกขาออก (Outbound Traffic) สู่ไอพีที่ไม่คุ้นเคย อาจตกเป็นเป้าหมายของการใช้ระบบเป็นทางผ่านหรือถูกจารกรรมข้อมูลเวชระเบียนโดยไม่รู้ตัว
ยุทธศาสตร์: กลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐขยายขอบเขตการจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์มายังโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและระบบเวชระเบียน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์และรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของเป้าหมายสำคัญ
ยุทธการ: ผู้โจมตีอาศัยเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ C2 จำนวนมากบนหมายเลขพอร์ตเฉพาะ (เช่น พอร์ต 8000) ร่วมกับการใช้งาน PowerShell เพื่อสร้างช่องทาง Reverse Proxy หลบเลี่ยงการตรวจจับของไฟร์วอลล์พื้นฐาน
ยุทธวิธี: ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงพยาบาลต้องบล็อกรายการไอพี C2 ของ LegionRelay ในไฟร์วอลล์ จำกัดการประมวลผลคำสั่ง PowerShell ข้ามเครือข่าย และมอนิเตอร์การเชื่อมต่อไปยังหมายเลขพอร์ตที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
ระบบบริการสาธารณสุขและโรงพยาบาล, หน่วยงานด้านสุขภาพภาครัฐ, ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูลการแพทย์
Bitsight เผยแพร่รายงานเจาะลึกกลุ่มภัยคุกคาม DragonForce ซึ่งพัฒนาจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองก้าวสู่อาชญากรรมขู่กรรโชกค่าไถ่แบบ Cartel โดยนำซอร์สโค้ดของ Conti v3 และ LockBit 3.0 มาดัดแปลงเป็นตัวเข้ารหัสข้อมูล และเสนอผลประโยชน์แก่พันธมิตรเครือข่าย (Affiliates) สูงถึงร้อยละ 80 กลุ่มดังกล่าวมุ่งเป้าโจมตีสถานพยาบาลและศูนย์การแพทย์อย่างไม่เลือกหน้า โดยใช้เครื่องมือ SystemBC และ Cobalt Strike ในการเคลื่อนตัวข้ามเครื่อง ขโมยข้อมูลประวัติการรักษาและเวชระเบียนผู้ป่วย ก่อนเริ่มการเข้ารหัสเพื่อบีบให้โรงพยาบาลต้องจ่ายค่าไถ่
ความเสี่ยงระดับสูงต่อระบบสาธารณสุขไทย - โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ในประเทศไทยเก็บรักษาข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วย (EHR) ที่มีความสำคัญต่อความต่อเนื่องในการรักษา หากตกเป็นเป้าหมายของ DragonForce อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบจ่ายยา ห้องผ่าตัด และระบบทะเบียนผู้ป่วย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ไปปล่อยขายบนเว็บไซต์ใต้ดิน
ยุทธศาสตร์: กลุ่มแรนซัมแวร์เปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่การรวมตัวแบบกลุ่มพันธมิตร (Cartel) และ RaaS แบบ White-Label เพื่อเพิ่มความเร็วในการขยายปฏิบัติการและเจาะกลุ่มเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีความอ่อนไหวสูงต่อเวลา
ยุทธการ: ผู้โจมตีเน้นกลยุทธ์การขู่กรรโชกสองชั้น (Double Extortion) โดยปิดการทำงานของบริการความปลอดภัย ลบสำเนาเงาข้อมูล (Volume Shadow Copies) และขโมยข้อมูลลับก่อนทำการเข้ารหัส เพื่อตัดช่องทางการกู้คืนระบบ
ยุทธวิธี: หน่วยงานสาธารณสุขต้องบังคับใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) กับทุกระบบ จัดทำข้อมูลสำรองแบบออฟไลน์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ (Immutable Backup) และตรวจจับพฤติกรรมมัลแวร์ SystemBC และ Cobalt Strike บนเครื่องปลายทาง
โรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์, ศูนย์บริการตรวจวิเคราะห์โรค, เภสัชกรรมและซัพพลายเชนเวชภัณฑ์
Zscaler ThreatLabz รายงานการตรวจพบการโจมตีช่องโหว่ระดับวิกฤตบนอุปกรณ์เครือข่าย Citrix NetScaler ADC และ NetScaler Gateway รหัส CVE-2026-88771 (CVSS 9.8) ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบข้อมูลนำเข้าบกพร่อง ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถรันคำสั่งอันตรายผ่านเทคนิค Log Poisoning ผู้โจมตีได้ปล่อยเว็บเชลล์ภาษา PHP แก้ไขไฟล์คอนฟิกูเรชัน Apache และตั้งค่าสิทธิ์ SUID บน /bin/sh เพื่อยกระดับสิทธิ์สู่ระดับ Root พร้อมทั้งดาวน์โหลดเพย์โหลด ELF แบบ 64-บิตสำหรับระบบปฏิบัติการ FreeBSD (kw2-freebsd-x64-s11) เข้าฝังตัวถาวรในอุปกรณ์เกตเวย์
ความเสี่ยงระดับวิกฤตต่อเครือข่ายสาธารณสุขไทย - โรงพยาบาลชั้นนำและหน่วยงานสาธารณสุขในไทยพึ่งพา Citrix NetScaler Gateway ในการให้บริการแพทย์เข้าถึงระบบงานโรงพยาบาลและภาพถ่ายทางรังสี (PACS/HIS) จากภายนอก การโจมตีช่องโหว่ก่อนการยืนยันตัวตนนี้เปิดทางให้ผู้ไม่หวังดีเจาะเข้าถึงเครือข่ายภายในของโรงพยาบาลได้โดยตรง และอาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการปล่อยแรนซัมแวร์หรือขโมยเวชระเบียน
ยุทธศาสตร์: อุปกรณ์ขอบเครือข่าย (Edge Devices) กลายเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดในการเจาะระบบ เนื่องจากเป็นด่านหน้าที่มีสิทธิ์เข้าถึงโซนปลอดภัยภายในองค์กรโดยไม่ต้องผ่านการคัดกรองเพิ่มเติม
ยุทธการ: ผู้โจมตีผสมผสานการแทรกโค้ดอันตรายผ่านระบบบันทึกเหตุการณ์ (Log Poisoning) เข้ากับการติดตั้งอิมแพลนต์ระดับ Root ทำให้การคงอยู่ของภัยคุกคามมีความทนทานและตรวจจับได้ยากผ่านเครื่องมือแอนตีไวรัสทั่วไป
ยุทธวิธี: ฝ่ายไอทีโรงพยาบาลต้องเร่งติดตั้งแพตช์อัปเดตตามคำแนะนำ CTX697096 ทันที ตรวจสอบความถูกต้องของสิทธิ์บนไฟล์ /bin/sh ตรวจหาเว็บเชลล์ในไดเรกทอรีเว็บของ NetScaler และตัดการเชื่อมต่อจากไอพีผู้ไม่หวังดี
โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์, องค์กรสาธารณสุข, หน่วยงานที่ใช้งาน Citrix NetScaler ADC และ NetScaler Gateway
พันธมิตรความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างประเทศนำโดย Microsoft ร่วมกับศูนย์ประสานงานความมั่นคงภาคสาธารณสุข (Health-ISAC), Resecurity และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้ร่วมกันปฏิบัติการทลายระบบนิเวศบริการฟิชชิ่งสำเร็จรูป (PhaaS) ขนาดใหญ่ของกลุ่ม YAM Store (Storm-3119) และ Iron Man System (Storm-2990) โดย Resecurity ได้แกะรอยเทมเพลตฟิชชิ่งกว่า 2,300 รูปแบบ ซึ่งเน้นแอบอ้างสถาบันการแพทย์ ระบบบริการสุขภาพ และพอร์ทัลผู้ป่วย เพื่อหลอกขโมยรหัสผ่านและบายพาสการยืนยันตัวตนแบบ MFA โดยเครือข่ายนี้กระจายข้อความหลอกลวงกว่า 1 พันล้านครั้งกระทบองค์กรกว่า 75,000 แห่งทั่วโลก
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรในไทย - บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทยเผชิญกับข้อความ SMS และอีเมลหลอกลวงที่แอบอ้างสิทธิการรักษาพยาบาล ประกันสุขภาพ และการนัดหมายแพทย์อย่างต่อเนื่อง การทลายเครือข่าย Iron Man ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกนำเทมเพลตสำเร็จรูปภาษาไทยไปใช้หลอกลวง แต่ผู้ดูแลระบบยังคงต้องระวังกลุ่มอาชญากรที่อาจย้ายไปใช้แพลตฟอร์มอื่น
ยุทธศาสตร์: ความร่วมมือเชิงลึกระหว่างองค์กรเฉพาะทางด้านสาธารณสุข (Health-ISAC) และภาคเอกชนเป็นกุญแจสำคัญในการตัดวงจรโครงสร้างพื้นฐานของอาชญากรไซเบอร์ที่มุ่งเป้าภาคบริการสุขภาพระดับสากล
ยุทธการ: ผู้ให้บริการ PhaaS พัฒนาระบบหลังบ้านแบบครบวงจรผ่านคอนเทนเนอร์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ เพื่อให้ผู้เช่าบริการสามารถสร้างหน้าล็อกอินปลอมที่รองรับการดักจับเซสชันโทเคนได้ทันที
ยุทธวิธี: โรงพยาบาลต้องยกระดับการป้องกันอีเมลด้วยกลไก DMARC/DKIM/SPF และกรองโดเมนจดทะเบียนใหม่ (Newly Registered Domains) พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้งานกุญแจความปลอดภัยฮาร์ดแวร์สำหรับการเข้าถึงระบบข้อมูลสำคัญ
โรงพยาบาลและสถานพยาบาล, บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย, สถาบันการเงินและระบบประกันสุขภาพ