Public Health & Healthcare Sector Weekly Report
ห้วงเวลา: 28 กันยายน - 4 ตุลาคม 2569
TLP:CLEARในรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าภาคสาธารณสุขและการแพทย์มีความรุนแรงและซับซ้อนในระดับสูง โดยพบการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธวิธีของกลุ่มภัยคุกคามที่มุ่งเน้นการแฝงตัวระยะยาวในเครือข่ายสถานพยาบาล เช่น กลุ่ม Partisan Zmiy ที่แทรกซึมอยู่ในองค์กรสาธารณสุขนานเกือบ 2 ปีเพื่อขยายผลสู่เครือข่ายความไว้วางใจของโรงพยาบาลสาขา ขณะเดียวกันกลุ่มกรรโชกทรัพย์ทางการเงินได้ปรับเปลี่ยนจากการเข้ารหัสไฟล์ปลายทางไปสู่การยึดครองบัญชีคลาวด์ Microsoft 365 แล้วดูดข้อมูลเวชระเบียนผ่าน Microsoft Graph API เพื่อเรียกค่าไถ่โดยไม่ต้องพึ่งพามัลแวร์ นอกจากนี้ยังพบการเปิดเผยเฟรมเวิร์กมัลแวร์แบบโมดูลาร์ NeedyMantis โดยทีมวิเคราะห์ของ Microsoft ซึ่งใช้เจาะจงเป้าหมายในภาคสุขภาพเพื่อการจารกรรม และการฉวยใช้ช่องโหว่ Zero-Day บนอุปกรณ์ Fortinet FortiMail หมายเลข CVE-2026-104286 เพื่อเขียนไฟล์อันตรายยึดครองเกตเวย์อีเมลของสถานพยาบาล
ทีมวิเคราะห์ Solar 4RAYS เปิดเผยผลการสืบสวนคดีทางไซเบอร์ของกลุ่มคนร้าย Partisan Zmiy (กลุ่มเชื่อมโยง Cyber Partisans) ที่สามารถแฝงตัวอยู่ในเครือข่ายองค์กรสาธารณสุขและการแพทย์ยาวนานเกือบ 2 ปีนับตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยไม่ทำลายระบบ แต่เน้นการจารกรรมและคงสิทธิ์การเข้าถึงเพื่อใช้ความสัมพันธ์ความไว้วางใจ (Trusted Relationship) ขยายการโจมตีไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเครือข่าย คนร้ายได้ติดตั้งแบ็กดอร์ Vasilek เวอร์ชัน 1.5.8 ซึ่งควบคุมผ่าน Telegram Bot API ควบคู่กับตัวโหลด-ตั้งเวลา authd.exe แฝงชื่อ VMware Tools และ WSUS ตลอดจนการสร้างท่อเครือข่ายพรางตัวด้วย DNSCat2, PartisanDNS และพร็อกซี GOST กับ 3proxy
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรในไทย โดยระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลในประเทศไทยมีการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างโรงพยาบาลศูนย์กับโรงพยาบาลชุมชนและคลินิกเครือข่ายในลักษณะความไว้วางใจข้ามสาขา หากแม่ข่ายหลักถูกฝังตัว อาจกลายเป็นฐานปฏิบัติการแทรกซึมข้ามหน่วยงานและนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยระดับประเทศ
ยุทธศาสตร์: ผู้คุกคามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการก่อวินาศกรรมทำลายล้างมาเป็นการแฝงตัวระยะยาวเพื่อรวบรวมข่าวกรองและใช้สิทธิ์ความไว้วางใจในห่วงโซ่สาธารณสุขเป็นฐานขยายผล
ยุทธการ: ฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยต้องเฝ้าระวังการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายสถานพยาบาล พร้อมตรวจสอบพฤติกรรมการส่งทราฟฟิก DNS Tunneling และการเชื่อมต่อไปยัง Telegram Bot API จากเครื่องเซิร์ฟเวอร์
ยุทธวิธี: ตรวจสอบการทำ DLL Hijacking บนไฟล์ vmtools.dll ในไดเรกทอรี VMware Tools, สกัดกั้นเซอร์วิสระบบแปลกปลอมที่แอบอ้าง WSUS และบล็อกโดเมน C2 ตลอดจนโดเมน DGA ของ PartisanDNS
องค์กรสาธารณสุขและการแพทย์, โรงพยาบาลศูนย์, สถานพยาบาลเครือข่ายสาขา, และโครงสร้างพื้นฐานระบบเสมือนจริง VMware Tools
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ทีมวิเคราะห์ Analysis on Demand (AOD) ของ Binary Defense เปิดเผยกรณีศึกษาการรับมือภัยคุกคามในองค์กรสาธารณสุข โดยผู้โจมตีทางการเงินใช้เทคนิค Adversary-in-the-Middle (AitM) เข้าควบคุมบัญชี Microsoft 365 จากนั้นลงทะเบียนช่องทาง MFA สำรองเพื่อคงสิทธิ์การเข้าถึง แล้วใช้คำสั่งผ่าน Microsoft Graph API ดึงไฟล์ข้อมูลสำคัญจาก SharePoint, OneDrive และกล่องข้อความ Exchange รวมกว่า 350,000 รายการ โดยไม่ติดตั้งมัลแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อเข้ารหัสไฟล์ จากนั้นส่งข้อความขู่กรรโชกทรัพย์กำหนดเวลา 72 ชั่วโมงผ่านอีเมลและ Microsoft Teams ภายในองค์กร ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกว่า 10.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบ 5 เดือน
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรในไทย เนื่องจากโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ในประเทศไทยมีการย้ายระบบเอกสารและเวชระเบียนขึ้นสู่คลาวด์ Microsoft 365 จำนวนมาก หากขาดการควบคุมสิทธิ์ API และการป้องกัน Session Hijacking อาจเผชิญการขโมยข้อมูลผู้ป่วยไปเรียกค่าไถ่โดยที่ระบบ EDR ปลายทางไม่แจ้งเตือน
ยุทธศาสตร์: ขบวนการเรียกค่าไถ่เปลี่ยนผ่านสู่ Data Extortion บนคลาวด์แบบไร้มัลแวร์ ทำให้แนวทางป้องกันแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการตรวจจับการเข้ารหัสไฟล์ไม่สามารถยับยั้งความเสียหายได้
ยุทธการ: ผู้ดูแลระบบต้องยกระดับการตรวจจับพฤติกรรมการเรียกใช้งาน Microsoft Graph API ที่มีความถี่สูงผิดปกติ และตรวจสอบทราฟฟิกการเข้าสู่ระบบแบบ Non-interactive จากไอพีต่างประเทศ
ยุทธวิธี: บังคับใช้นโยบาย Phishing-Resistant MFA (FIDO2), ตรวจสอบการลงทะเบียนอุปกรณ์แปลกปลอมใน Entra ID และบล็อกไอพีที่ผู้โจมตีใช้เชื่อมต่อเพื่อดึงข้อมูล
องค์กรสาธารณสุขและการแพทย์ (Healthcare), บริการคลาวด์ Microsoft 365 (SharePoint Online, OneDrive, Exchange Online, Teams)
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แจ้งเตือนการโจมตีช่องโหว่ Zero-Day ระดับวิกฤต (CVSS 9.8) หมายเลข CVE-2026-104286 บนอุปกรณ์เกตเวย์อีเมล Fortinet FortiMail ซึ่งเกิดจากข้อบกพร่องประเภท Path Traversal ร่วมกับ Null Byte Injection ในส่วนติดต่อเว็บ ผู้โจมตีที่ไม่ต้องยืนยันตัวตนสามารถส่งคำขอ HTTP/HTTPS เพื่อเขียนไฟล์อันตรายลงในพาธสำคัญ เช่น /data/lib/liblog.so และ /data/etc/ld.so.preload ส่งผลให้สามารถรันโค้ดด้วยสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบสูงสุดและติดตั้งแบ็กดอร์ถาวร โดยพบรายงานการพุ่งเป้าโจมตีผู้ให้บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลที่เปิดอินเทอร์เฟซบริหารจัดการสู่อินเทอร์เน็ต
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรในไทย เนื่องจากอุปกรณ์ Fortinet FortiMail ได้รับความนิยมสูงในการใช้งานเป็นเกตเวย์อีเมลของโรงพยาบาลขนาดใหญ่และองค์กรสาธารณสุขไทย หากเปิดหน้าจอจัดการสู่สาธารณะโดยไม่มีการจำกัดสิทธิ์ อาจถูกผู้โจมตีเจาะระบบเพื่อดักขโมยข้อมูลการติดต่อทางการแพทย์หรือใช้ส่งอีเมลฟิชชิ่งหลอกลวงบุคลากร
ยุทธศาสตร์: เกตเวย์ความมั่นคงปลอดภัยอีเมลเป็นด่านหน้าสำคัญของโรงพยาบาล การมีช่องโหว่ระดับ Zero-Day ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความลับและความพร้อมใช้งานของระบบสื่อสาร
ยุทธการ: ผู้ดูแลระบบต้องจำกัดการเข้าถึงหน้าเว็บบริหารจัดการให้เฉพาะเครือข่ายภายในหรือผ่าน VPN เท่านั้น พร้อมเร่งตรวจสอบความสมบูรณ์ของไฟล์ระบบและไลบรารีที่ถูกสร้างใหม่
ยุทธวิธี: อัปเดตเฟิร์มแวร์ตามคำแนะนำความปลอดภัย FG-IR-26-175 ทันที, ตรวจสอบไฟล์คอนฟิก /data/etc/ld.so.preload และไฟล์ /data/lib/liblog.so พร้อมบล็อกไอพีสแกนหาช่องโหว่
ผู้ให้บริการทางการแพทย์และโรงพยาบาล (Healthcare Providers), หน่วยงานสาธารณสุข, อุปกรณ์เกตเวย์อีเมล Fortinet FortiMail
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ทีมวิเคราะห์ข่าวกรองภัยคุกคามของไมโครซอฟท์ (Microsoft Threat Intelligence) ตรวจพบเฟรมเวิร์กมัลแวร์แบบโมดูลาร์ตัวใหม่ชื่อ NeedyMantis ที่ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการเจาะจงเป้าหมายในภาคสาธารณสุข โทรคมนาคม และสถาบันการศึกษา มัลแวร์นี้ถูกออกแบบเพื่อคงสิทธิ์การเข้าถึงระยะยาวหลังการเจาะระบบ โดยใช้เทคนิค DLL Search Order Hijacking แอบอ้างไฟล์ WinSparkle.dll โหลดไฟล์อาร์ไคฟ์เข้ารหัสลับเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ พร้อมทั้งถอดรหัสและเรียกใช้ API ในหน่วยความจำแบบไดนามิก และสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุม C2 ผ่านโปรโตคอล HTTPS เพื่อสอดแนมข้อมูลระบบอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรในไทย โดยศูนย์วิจัยชีวการแพทย์และโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในประเทศไทยที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows บนแม่ข่ายบริการทางการแพทย์ อาจตกเป็นเป้าหมายของการจารกรรมข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์และสถิติสุขภาพประชากรจากการฝังตัวของโมดูลาร์มัลแวร์ระดับสูง
ยุทธศาสตร์: กลุ่มภัยคุกคามขั้นสูงปรับใช้เครื่องมือแบบโมดูลาร์ที่แยกระหว่างตัวโหลดและโค้ดปฏิบัติการหลัก เพื่อรักษาการเข้าถึงระบบสารสนเทศสุขภาพระยะยาวโดยไม่ให้ถูกตรวจจับได้ง่าย
ยุทธการ: องค์กรต้องยกระดับการตรวจสอบกระบวนการโหลดไลบรารีของโปรแกรม และเฝ้าระวังพฤติกรรมการเรียกดูข้อมูลระบบ (System Discovery) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานที่ผิดปกติ
ยุทธวิธี: ดำเนินการตรวจสอบค่าแฮช SHA-256 ของไฟล์ WinSparkle.dll และไฟล์อาร์ไคฟ์เข้ารหัส, บังคับใช้นโยบาย AppLocker หรือ WDAC เพื่อป้องกัน DLL Hijacking และบล็อกโดเมน C2 ของ NeedyMantis
ภาคสาธารณสุขและการแพทย์ (Health), สถาบันวิจัยชีวการแพทย์, องค์กรโทรคมนาคม, เซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชันระบบปฏิบัติการ Windows
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง