ในรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-20 กันยายน 2569 ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อหน่วยงานภาครัฐและความมั่นคงมีความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งในระดับยุทธวิธีและการมุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะการตรวจพบการโจมตีแบบอัตโนมัติไปยังเซิร์ฟเวอร์ LocalAI ที่เปิดสู่สาธารณะโดยไม่มีการยืนยันตัวตน ซึ่งนำไปสู่การรันคำสั่งอันตราย (RCE) และการบุกรุกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับกองทัพไทย จนเกิดการรั่วไหลของข้อมูลระบุตัวตนและพิกัดสำคัญ ขณะเดียวกันกลุ่มภัยคุกคามขั้นสูง APT36 (Transparent Tribe) ได้เปิดปฏิบัติการ Operation RapidRust โดยเปลี่ยนเครื่องมือหลักมาใช้ภาษา Rust เช่น RUSTYSHADE และ RUSTYMOVE เพื่อแพร่กระจายผ่านสื่อบันทึกข้อมูล USB และจารกรรมข้อมูลหน่วยงานกลาโหม นอกจากนี้ กลุ่ม FamousSparrow ได้นำแบ็กดอร์ SparroWocky รุ่นใหม่มาใช้งานเพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับด้วยการทำงานในหน่วยความจำและใช้เทคนิค DLL Sideloading เจาะระบบหน่วยงานรัฐบาลในละตินอเมริกา ควบคู่กับการเปิดโปงโครงสร้างพื้นฐาน SilkParasite ที่แอบอ้างบริการของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐในเอเชียกลางเพื่อควบคุมโทรจัน SpiceRAT สะท้อนถึงแนวโน้มที่ผู้โจมตีมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน AI การหลบเลี่ยง EDR และการปลอมแปลงบริการรัฐบาลระดับสูง
ทีมนักวิจัย Oasis Security วิเคราะห์เครื่องมือและบันทึกข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ผู้โจมตี พบการสแกนและโจมตีโหนด LocalAI ที่เปิดสู่สาธารณะโดยไม่มีการยืนยันตัวตนจำนวน 243 แห่งทั่วโลก ผู้โจมตีอาศัยคำสั่งตั้งค่าผ่าน MCP STDIO ในการรันคำสั่งระดับ Root บนเซิร์ฟเวอร์เป้าหมายอย่างน้อย 23 แห่ง โดยหนึ่งในนั้นคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับกองทัพไทย ส่งผลให้ข้อมูลสำคัญ เช่น ภาพสแกนบัตรประจำตัวประชาชน พิกัด GPS ภาพหน้าจอแอปพลิเคชัน และเอกสารทางทหาร ถูกส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุมของผู้โจมตี พร้อมการกวาดค้นกุญแจ AWS และข้อมูลกระเป๋าเงินดิจิทัล
ได้รับผลกระทบโดยตรง (Confirmed Direct Impact) เนื่องจากตรวจพบบันทึกการบุกรุกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานกองทัพไทย และมีการขโมยข้อมูลภาพถ่ายระบุตัวบุคคล พิกัดที่ตั้ง และข้อมูลลับส่งออกไปยังภายนอก หน่วยงานภาครัฐและกองทัพที่กำลังนำโมเดล AI โอเพนซอร์สมาทดสอบใช้งานภายในจำเป็นต้องปิดกั้นการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตทันที
ยุทธศาสตร์: การนำระบบ AI แบบ Local มาใช้งานโดยขาดการกำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัยกลายเป็นช่องทางเปิดให้ฝ่ายตรงข้ามแทรกซึมเข้าสู่เครือข่ายภายในของหน่วยงานความมั่นคง
ยุทธการ: ผู้โจมตีใช้การสแกน OSINT แบบอัตโนมัติร่วมกับสคริปต์ยิงเพย์โหลดคู่ขนาน เพื่อยกระดับสิทธิ์สู่ระดับ Root และสำรวจเครือข่ายส่วนบุคคลอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ยุทธวิธี: ศูนย์ SOC และผู้ดูแลระบบต้องตรวจสอบการเปิดพอร์ตของบริการ LocalAI ปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงจากภายนอกโดยไม่ผ่าน VPN และเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนผ่าน API Key เสมอ
หน่วยงานภาครัฐและความมั่นคง, กองทัพ, สถาบันวิจัยที่ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ในเครื่องลูกข่าย (LocalAI)
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ทีมนักวิจัย Zscaler ThreatLabz ตรวจพบปฏิบัติการ Operation RapidRust ของกลุ่มภัยคุกคาม APT36 (หรือ Transparent Tribe) ที่มุ่งเป้าโจมตีหน่วยงานภาครัฐและกลาโหมในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยผู้โจมตีได้เปลี่ยนมาพัฒนาเครื่องมือด้วยภาษา Rust เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ ประกอบด้วยแบ็กดอร์ RUSTYSHADE สำหรับควบคุมระบบและดักจับภาพหน้าจอ และเครื่องมือ RUSTYMOVE ที่ใช้แพร่กระจายผ่านแฟลชไดรฟ์ USB ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต (Air-Gapped) พร้อมทั้งใช้โดเมนเลียนแบบสำนักข่าวในการหลอกล่อเหยื่อ
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อหน่วยงานด้านความมั่นคงและการทหารของไทย แม้แคมเปญนี้จะมุ่งเป้าหมายหลักในภูมิภาคเอเชียใต้ แต่วิธีการแพร่กระจายผ่านสื่อบันทึกข้อมูลภายนอก (USB) และการใช้มัลแวร์ภาษา Rust เพื่อหลบเลี่ยงการวิเคราะห์ของโปรแกรมแอนติไวรัส เป็นเทคนิคสากลที่อาจถูกนำมาปรับใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงในไทย
ยุทธศาสตร์: กลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐปรับเปลี่ยนชุดเครื่องมือสู่ภาษาคอมไพล์สมัยใหม่ (Rust) เพื่อเพิ่มความยากในการทำวิศวกรรมย้อนกลับและหลบเลี่ยงการวิเคราะห์พฤติกรรม
ยุทธการ: ผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์จากการแพร่กระจายผ่านไดรฟ์ USB เพื่อเจาะลึกเข้าไปยังเครือข่ายความมั่นคงระดับสูงที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะ
ยุทธวิธี: ฝ่ายความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐควรบังคับใช้นโยบายปิดกั้นการใช้งานพอร์ต USB (Removable Media Blocking) หรือกำหนดให้อ่านไฟล์ได้เท่านั้น และตั้งค่าตรวจจับมัลแวร์ภาษา Rust บนเครื่องปลายทาง
หน่วยงานภาครัฐ, กระทรวงกลาโหม, องค์กรด้านความมั่นคงปลอดภัยทางทหาร, หน่วยงานความมั่นคงระหว่างประเทศ
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ทีมนักวิจัย ESET Research เผยแพร่รายงานการติดตามกลุ่มภัยคุกคาม FamousSparrow ที่เปิดตัวแบ็กดอร์หลักตัวใหม่ในชื่อ SparroWocky ซึ่งถูกนำไปใช้เจาะระบบหน่วยงานภาครัฐและบริหารราชการในแถบละตินอเมริกา โดยมัลแวร์ถูกโหลดเข้าสู่หน่วยความจำผ่านเทคนิค DLL Sideloading ร่วมกับไฟล์ DLL ปลอม เช่น winfsp-x64.dll แบ็กดอร์นี้มีความสามารถในการจับภาพหน้าจอ ดึงข้อมูลเครื่อง ขโมยเอกสาร และสร้างอุโมงค์ส่งผ่านข้อมูล C2 แบบสองทิศทางผ่านโปรโตคอลที่เข้ารหัส
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อหน่วยงานภาครัฐและสถานทูตในประเทศไทย เนื่องจากกลุ่ม FamousSparrow เคยมีประวัติปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายระดับนานาชาติและหน่วยงานภาครัฐทั่วโลก การตรวจจับพฤติกรรมการใช้ DLL Sideloading และการส่งข้อมูลผิดปกติของแบ็กดอร์จึงมีความสำคัญต่อการป้องกันระบบแม่ข่ายของรัฐ
ยุทธศาสตร์: กลุ่มจารกรรมข้อมูลระดับนานาชาติยังคงยกระดับการพรางตัวด้วยการรันโค้ดในหน่วยความจำเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบความปลอดภัยระดับเกตเวย์
ยุทธการ: ผู้โจมตีใช้เทคนิค DLL Sideloading ผ่านแอปพลิเคชันที่น่าเชื่อถือเพื่อฝังตัวในระบบและสถาปนาช่องทาง C2 สำรองที่ยากต่อการติดตาม
ยุทธวิธี: ฝ่ายไอทีควรเปิดใช้งานระบบ EDR ที่มีขีดความสามารถในการตรวจจับการฉีดโค้ดลงในหน่วยความจำ (In-Memory Injection) และตรวจสอบความถูกต้องของไฟล์ DLL ในไดเรกทอรีระบบ
หน่วยงานภาครัฐและบริหารราชการแผ่นดิน, หน่วยงานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, องค์กรด้านการต่างประเทศ
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
รายงานจาก Hunt.io เปิดเผยผลการตรวจจับโครงสร้างพื้นฐานของแคมเปญ SilkParasite ที่เชื่อมโยงกับการใช้งานมัลแวร์ควบคุมระยะไกล SpiceRAT และ NomadRAT โดยผู้โจมตีทำการจดทะเบียนโดเมนและสร้างใบรับรองดิจิทัล TLS ปลอมแปลงหน่วยงานรัฐบาล เช่น ทำเนียบประธานาธิบดีคีร์กีซสถาน กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านไอที เพื่อใช้เป็นจุดควบคุมและรับส่งคำสั่งจารกรรมข้อมูลจากระบบของหน่วยงานเป้าหมาย
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อหน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในไทย รูปแบบการปลอมแปลงโดเมนและใบรับรอง TLS ให้ดูน่าเชื่อถือเลียนแบบหน่วยงานราชการเป็น TTPs ที่กลุ่มแฮกเกอร์มักนำมาใช้โจมตีข้ามประเทศ การบล็อกรายการโดเมนและ IP ของเครือข่าย C2 นี้ช่วยป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ในไทยตกเป็นเหยื่อของการควบคุมทางไกล
ยุทธศาสตร์: ผู้โจมตีเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือให้โครงสร้างพื้นฐาน C2 ผ่านการแอบอ้างหน่วยงานรัฐระดับสูงเพื่อลดความสงสัยในการตรวจสอบทราฟฟิกขาออก
ยุทธการ: กลุ่มภัยคุกคามกระจายเซิร์ฟเวอร์ควบคุม C2 ไปยังหลายประเทศและใช้พอร์ตบริการเฉพาะทางในการติดต่อสื่อสารเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับตามปกติ
ยุทธวิธี: หน่วยงานด้านความปลอดภัยควรนำรายการโดเมนและ IP ที่ระบุในรายงานไปกำหนดเป็นบล็อกลิสต์บนระบบ DNS Firewall และ Secure Web Gateway ขององค์กร
หน่วยงานภาครัฐและการบริหาร, กระทรวงการต่างประเทศ, หน่วยงานด้านพลังงานและโทรคมนาคม
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง