ในรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-20 กันยายน 2569 ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อภาคการเงินและการธนาคารมีความเคลื่อนไหวเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนและมีระดับการอำพรางสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการที่กลุ่ม REF9334 พัฒนามัลแวร์ธนาคาร KREMLIN ร่วมกับส่วนขยายเบราว์เซอร์ Chromium ที่สามารถปลอมแปลงระบบตรวจสอบความสมบูรณ์ภายในของเบราว์เซอร์เพื่อดักขโมยเซสชันการเงินและแทรกหน้าเว็บลวงขณะผู้ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ ขณะเดียวกันตรวจพบโทรจัน RatHat บนระบบปฏิบัติการ Android ที่ผสานเทคโนโลยี Generative AI ร่วมกับกลไก ADB Wireless Pairing ในการยกระดับสิทธิ์สู่ระดับระบบโดยไม่ต้องเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ภายนอก เพื่อดักจับข้อมูลการกดหน้าจอ รหัส PIN และข้อความ OTP แบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ แคมเปญ EtherHiding ยังคงขยายขอบเขตการใช้งาน Smart Contract บนเครือข่ายบล็อกเชน Polygon ในการกระจายคำสั่งและพิกัด C2 ส่งผลให้ระบบตรวจจับแบบเดิมไม่สามารถสั่งระงับหรือบล็อกโครงสร้างพื้นฐานของผู้โจมตีได้ ควบคู่กับการเปิดโปงกลุ่ม Tajin Group ที่ดำเนินขบวนการฟิชชิ่งบัตรชำระเงินและฟอกเงินผ่านตลาดค้ำประกันใต้ดิน (Guarantee Marketplaces) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ให้บริการเกตเวย์ชำระเงินและสถาบันการเงินในหลายภูมิภาค
ทีมนักวิจัย Elastic Security Labs ตรวจพบแคมเปญของกลุ่ม REF9334 ที่มุ่งเป้าโจมตีผู้ใช้งานธนาคารออนไลน์ในบราซิลและภูมิภาคละตินอเมริกา โดยผู้โจมตีทำการติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่เป็นอันตรายและมัลแวร์ธนาคาร KREMLIN ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการแก้ไขไฟล์การตั้งค่า Preferences และปลอมแปลงค่า Hash เพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบความสมบูรณ์ (Integrity Verification) ของ Chromium นอกจากนี้ มัลแวร์ยังดึงข้อมูลพิกัดเซิร์ฟเวอร์ควบคุม (C2) จาก Smart Contract บนบล็อกเชน เพื่อแทรกหน้าต่าง Web Injections ดักขโมยข้อมูลการยืนยันตัวตน และสวมรอยทำธุรกรรมการเงินแบบเรียลไทม์
ความเสี่ยงทางอ้อมเชิงยุทธศาสตร์ต่อสถาบันการเงินและผู้ใช้งานบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตในไทย แม้เป้าหมายหลักในรายงานจะมุ่งเน้นสถาบันการเงินในบราซิล แต่เทคนิคการลอบแก้ไขการตรวจสอบส่วนขยายของ Chromium และการดึง C2 ผ่านบล็อกเชนเป็น TTPs ที่สามารถนำมาปรับแต่งใช้กับระบบออนไลน์แบงก์กิ้งของไทยได้โดยตรง องค์กรการเงินจึงควรเฝ้าระวังมัลแวร์ส่วนขยายที่มีพฤติกรรมดัดแปลงเบราว์เซอร์
ยุทธศาสตร์: ผู้พัฒนาโทรจันธนาคารยกระดับจากการดักจับหน้าจอแบบเดิมไปสู่การแทรกแซงระดับส่วนขยายของเบราว์เซอร์เพื่อความคงทนและเข้าถึงเซสชันที่เข้ารหัสได้โดยตรง
ยุทธการ: กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้เทคนิคปลอมแปลงการตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบร่วมกับการพรางช่องทางสื่อสารบน Smart Contract เพื่อลดโอกาสการถูกตรวจจับและระงับการทำงาน
ยุทธวิธี: ฝ่ายไอทีและศูนย์ SOC ควรเปิดใช้นโยบายควบคุมส่วนขยายของเบราว์เซอร์ (Browser Extension Whitelisting) ผ่าน Group Policy หรือ MDM และตรวจสอบความผิดปกติของไฟล์ Preferences ภายในเครื่องผู้ใช้งาน
ภาคการเงินและการธนาคาร, ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์, ผู้ใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ Chromium (Google Chrome, Microsoft Edge)
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ทีมนักวิจัย zLabs ของ Zimperium รายงานการค้นพบ RatHat มัลแวร์ควบคุมระยะไกล (RAT) สายพันธุ์ใหม่บนระบบปฏิบัติการ Android ที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับกลุ่มภัยคุกคามในจีน มัลแวร์แพร่กระจายผ่าน SMS ฟิชชิ่งและโฆษณาปลอมแปลง เมื่อติดตั้งแล้วจะอาศัยการเข้าถึงฟังก์ชัน Accessibility ร่วมกับกลไก ADB Wireless Pairing เพื่อหลุดออกจากกล่องทราย (Sandbox) ของแอปพลิเคชัน และรันโปรเซสด้านหลังในระดับสิทธิ์ Shell มัลแวร์ยังนำ Generative AI มาช่วยวิเคราะห์และควบคุมหน้าจอแบบอัตโนมัติตามบริบท พร้อมดักจับตำแหน่งการสัมผัสเพื่อถอดรหัส PIN และดักอ่านข้อความ SMS OTP เพื่อโอนเงินออกจากบัญชี
ความเสี่ยงโดยตรงในระดับสูงต่อผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Mobile Banking ในประเทศไทย เนื่องจากพฤติกรรมการหลอกล่อผ่านข้อความ SMS หลอกลวง (Smishing) และการล่อลวงให้ติดตั้งไฟล์ APK ภายนอกเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพในไทยใช้งานอย่างแพร่หลาย การนำ AI มาควบคุมหน้าจอและดักขโมยรหัสผ่านทำให้ระบบป้องกันการโอนเงินแบบเดิมถูกข้ามผ่านได้อย่างง่ายดาย
ยุทธศาสตร์: การนำโมเดล AI มาผสานเข้ากับมัลแวร์บนสมาร์ตโฟนสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภัยคุกคามการเงินจากคำสั่งคงที่ไปสู่การตัดสินใจโต้ตอบแบบปรับเปลี่ยนตามบริบทของเหยื่อ
ยุทธการ: ผู้โจมตีใช้เทคนิคเจาะช่องโหว่ ADB Pairing บนตัวเครื่องเพื่อขยายสิทธิ์โดยตรง ส่งผลให้แอปพลิเคชันสามารถคงอยู่และติดตั้งตัวเองใหม่ได้แม้เหยื่อจะพยายามลบแอป
ยุทธวิธี: สถาบันการเงินควรพัฒนาระบบตรวจสอบความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมบนแอป (App Hardening) เพื่อตรวจจับการเปิดใช้งาน Accessibility Services ที่ผิดปกติและบล็อกการทำงานทันทีหากพบการเชื่อมต่อ ADB ในเครื่อง
ภาคการเงินและการธนาคาร, แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งและกระเป๋าเงินดิจิทัล, ผู้ใช้งานอุปกรณ์พกพาระบบปฏิบัติการ Android
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
รายงานเชิงลึกจาก GuidePoint Security เปิดเผยความเคลื่อนไหวของแคมเปญ EtherHiding ที่พัฒนาไปอีกขั้น โดยผู้โจมตีทำการฝังโค้ดอันตรายและพิกัดเซิร์ฟเวอร์ควบคุม C2 ลงในสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) บนบล็อกเชน Polygon (MATIC) และ Binance Smart Chain จากนั้นโค้ด JavaScript ที่ฝังอยู่บนเว็บไซต์เหยื่อจะทำการดึงข้อมูลดังกล่าวผ่านโหนดสาธารณะ Web3 RPC เพื่อประกอบร่างเป็นเพย์โหลดมัลแวร์ขโมยข้อมูลทางการเงินและโทรจันธนาคาร เทคนิคนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน C2 ของผู้โจมตีไม่สามารถถูกเพิกถอนหรือบล็อกผ่านระบบ DNS และ IP แบบดั้งเดิมได้
ความเสี่ยงทางอ้อมต่อองค์กรธุรกิจ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยเฉพาะเว็บไซต์องค์กรในไทยที่ใช้ระบบ Content Management System (CMS) เช่น WordPress ที่ขาดการอัปเดตความปลอดภัย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกฝังสคริปต์ดึงเพย์โหลด EtherHiding ไปยังผู้เข้าชมเว็บไซต์เพื่อปล่อยมัลแวร์ขโมยข้อมูลบัตรเครดิตและรหัสกระเป๋าเงินดิจิทัล
ยุทธศาสตร์: อาชญากรไซเบอร์ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติป้องกันการเปลี่ยนแปลง (Immutability) ของบล็อกเชนสาธารณะเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อการปราบปรามทางกฎหมาย
ยุทธการ: ผู้โจมตีเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาโดเมน C2 แบบรวมศูนย์มาเป็นการใช้ Web3 RPC Calls เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับจากระบบเกตเวย์ความปลอดภัยเครือข่าย
ยุทธวิธี: ฝ่ายรักษาความมั่นคงปลอดภัยควรตรวจสอบและจำกัดปริมาณการเรียกใช้งาน Web3/RPC APIs จากเครื่องไคลเอนต์ทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมบล็อกเชนขององค์กร
ภาคการเงินและการธนาคาร, ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล, เว็บไซต์ธุรกิจและอีคอมเมิร์ซที่ใช้งาน CMS (WordPress)
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง
ทีมนักวิจัย Recorded Future ทำการสืบสวนเครือข่ายของ Tajin Group ผู้ให้บริการทางเทคนิคและฟอกเงินที่โฆษณาในตลาดค้ำประกันภาษาจีนบน Telegram (เช่น Dabai Guarantee และ Xinbi Guarantee) ขบวนการนี้จัดหาเครื่องมือฟิชชิ่งแบบ Adversary-in-the-Middle (AiTM) เพื่อดักขโมยข้อมูลบัตรเครดิตและรหัส OTP จากธนาคารและสายการบินในหลายประเทศ รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย) ก่อนจะนำเงินที่ได้ไปฟอกผ่านการซื้อสินค้าและบริการดิจิทัล หรือตัดยอดเงินผ่านเกตเวย์การชำระเงินเชิงพาณิชย์ที่มีช่องโหว่
ความเสี่ยงโดยตรงต่อระบบชำระเงินและสถาบันการเงินในประเทศไทย เนื่องจากเครือข่ายของ Tajin Group มีการปฏิบัติการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน และใช้โครงสร้างพื้นฐานในการส่งลิงก์ฟิชชิ่งแอบอ้างสถาบันการเงินและเกตเวย์การชำระเงิน หากผู้บริโภคหรือร้านค้าในไทยตกเป็นเหยื่อ อาจนำไปสู่ความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินและการปฏิเสธรายการชำระเงิน (Chargeback)
ยุทธศาสตร์: ขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ทางการเงินในเอเชียพึ่งพาตลาดค้ำประกันใต้ดิน (Guarantee Marketplaces) เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเครื่องมือและการฟอกเงินอย่างเป็นระบบ
ยุทธการ: ผู้โจมตีผสมผสานการใช้บัญชีเสมือน (Virtual Numbers) และชุดเครื่องมือฟิชชิ่งแบบ AiTM เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบตัวตนและตัดเงินผ่านช่องทางเกตเวย์อย่างรวดเร็ว
ยุทธวิธี: สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ Payment Gateway ควรเพิ่มกฎเกณฑ์การตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ (Fraud Monitoring Rules) และตรวจสอบความถูกต้องของ Merchant Link ที่เชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน
ภาคการเงินและการธนาคาร, ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงิน (Payment Gateway), ธุรกิจค้าปลีกและสายการบิน
ดู IOC ฉบับเต็มที่ลิงก์ด้านล่าง